ดีเอ็นเอโบราณจากริกาเผยการหายไปของยีน pla ในช่วงปลายยุคกาฬโรคระบาดครั้งที่สอง
นักวิจัยสกัดดีเอ็นเอจากฟันของ 16 คนที่ถูกฝังในสุสานสองแห่งที่ริกา ประเทศลัตเวีย ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตจากกาฬโรคในศตวรรษที่ 17 พบดีเอ็นเอของเชื้อ Yersinia pestis ใน 4 ราย และสามารถสร้างจีโนมได้ 2 ราย ผลวิเคราะห์สายวิวัฒนาการพบว่าเชื้อจากริกาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อหลังยุคกาฬโรคระบาดครั้งแรก แต่เชื้อสองตัวอย่างจากลัตเวียไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ที่สำคัญคือพบการลดลงของยีน pla ซึ่งเป็นปัจจัยความรุนแรงในพลาสมิด pPCP1
จาก 16 ตัวอย่าง มีเพียง 5 ตัวอย่างที่ระบุสายตระกูล paternal ได้ โดยพบ haplogroup N-Y15922 มากที่สุด 2 ตัวอย่าง รองลงมาคือ R-L23, T-L446 และ R-L51 อย่างละ 1 ตัวอย่าง ฝ่าย maternal พบ U5a2a1 และ U5b1b1f อย่างละ 2 ตัวอย่าง และ H5a1a, H1g1, W6a, H24b อย่างละ 1 ตัวอย่าง ข้อมูลนี้สะท้อนความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรในริกาในช่วงศตวรรษที่ 17
สำหรับผู้สนใจบรรพบุรุษ ข้อมูลนี้ชี้ว่ากาฬโรคในยุโรปตะวันออกมีพลวัตทางพันธุกรรมของเชื้อที่ซับซ้อน และการหายไปของยีน pla อาจเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดของการระบาดครั้งใหญ่ การศึกษาสายตระกูลทั้ง paternal และ maternal ช่วยให้เห็นภาพการผสมผสานของประชากรในภูมิภาคบอลติกช่วงยุคประวัติศาสตร์